ยุคนี้ใครๆ ก็หันมาสั่งของจากจีนมาขาย เพราะต้นทุนถูกและมีสินค้าให้เลือกเยอะมาก แต่ปัญหาโลกแตกของมือใหม่คือ “ไม่รู้จะเริ่มยังไง” และที่สำคัญที่สุดคือ “กลัวโดนชิปปิ้งเท” สินค้าหาย ติดด่าน หรือเจอค่าใช้จ่ายแอบแฝง และไหนจะมีแอพสั่งของจากจีนอีก วันนี้ Naidee เลยจะมาแจกเช็กลิสต์ง่ายๆ ว่าควรเลือกชิปปิ้งแบบไหน ถึงจะคุ้มค่าและปลอดภัยที่สุดครับ
ทำไมถึงต้องคัดกรองชิปปิ้งให้ดี
ชิปปิ้ง (Shipping) ไม่ได้มีหน้าที่แค่ขนของจากจีนมาไทยเท่านั้น แต่ยังต้องดูแลเรื่องเอกสาร การผ่านด่านศุลกากร และการเคลียร์ภาษีด้วย ถ้าเลือกบริษัทที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ คุณอาจจะต้องปวดหัวกับปัญหาสินค้าล่าช้า ต้นทุนบานปลาย และอาจถึงขั้นขาดทุนได้เลย
มีโกดังจีน-ไทย ช่วยลดของตกหล่นและคัดแยกได้ไวขึ้น
แจ้งเรทกิโล/เรทคิวชัดเจน ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง
มีระบบ Tracking ให้ดูสถานะสินค้าได้ตลอดเวลา
ช่วยสั่งซื้อ จ่ายเงินจีน ขนส่ง และดูแลขั้นตอนนำเข้า
มีแอดมินไทยตอบไว ช่วยตามของและแก้ปัญหาได้ทัน
5 เช็กลิสต์ เลือกชิปปิ้งจีนที่ได้มาตรฐาน
1. มีโกดังเป็นของตัวเอง
ควรเลือกบริษัทที่มีโกดังรับสินค้าของตัวเองทั้งที่จีนและไทย เพราะจะช่วยให้การคัดแยกพัสดุรวดเร็วขึ้น ของไม่ตกหล่น และไม่ต้องส่งผ่านซับคอนแทรคหลายทอดให้เสี่ยงของหาย
2. เรทราคาต้องโปร่งใส
ราคาค่าขนส่ง (เรทกิโล/เรทคิว) ต้องคิดตามจริง ชัดเจน และไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงจุกจิกตามมาทีหลัง (เช่น ค่าเปิดตู้ ค่าเอกสารยิบย่อย)
3. มีระบบเช็กสถานะ 24 ชม.
ข้อนี้สำคัญมาก! ชิปปิ้งที่ดีต้องมีระบบหลังบ้านให้เราสามารถนำ Tracking Number มาเช็กได้แบบ Real-time ว่าตอนนี้ของถึงไหนแล้ว ลงเรือหรือยัง หรือถึงหน้าด่านไทยตอนไหน เพื่อให้เราแพลนการขายได้ถูก
4. บริการครบจบในที่เดียว
สำหรับมือใหม่ ควรเลือกชิปปิ้งที่มีบริการ “รับฝากสั่งซื้อ” (ฝากจ่ายเงินให้ร้านจีน) และดูแลเรื่องภาษีนำเข้าให้เบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่อความสะดวกสบาย รอรับของหน้าบ้านอย่างเดียว
5. ติดต่อง่าย คุยรู้เรื่อง
ต้องมีทีมงานแอดมินคนไทยที่สามารถติดต่อได้ง่าย ตอบไว และพร้อมช่วยประสานงานตามของกับร้านค้าจีนให้เราได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหา
ขนส่งทางรถ VS ทางเรือ เลือกแบบไหนให้คุ้มต้นทุน
นอกจากจะเลือกชิปปิ้งที่ไว้ใจได้แล้ว การเลือก “รูปแบบการขนส่ง” ให้เหมาะกับสินค้าก็สำคัญไม่แพ้กันครับ โดยทั่วไปชิปปิ้งที่ได้มาตรฐานจะมีให้คุณเลือก 2 แบบหลักๆ คือ
1. ขนส่งทางรถ
ใช้เวลาประมาณ 3-5 วันทำการ จุดเด่นคือ “ได้ของไว” เหมาะกับสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า เคสมือถือ หรือของที่ต้องรีบทำกระแสขายให้ทันคู่แข่ง
2. ขนส่งทางเรือ
ใช้เวลาประมาณ 12-15 วันทำการ จุดเด่นคือ “ค่าส่งถูกมาก” เหมาะกับการสั่งของชิ้นใหญ่ น้ำหนักเยอะ เฟอร์นิเจอร์ หรือการสั่งล็อตใหญ่แบบเหมาตู้คอนเทนเนอร์เพื่อประหยัดต้นทุนขั้นสุด
สรุป นำเข้าสินค้าเลือกใช้บริการที่ไหนดี
การมีพาร์ทเนอร์ด้านการขนส่งที่ดี ถือเป็นก้าวแรกที่ช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงครับ หากคุณกำลังเตรียมตัวนำเข้าสินค้า แต่ยังลังเลเปรียบเทียบข้อมูลอยู่ สามารถเข้าไปอ่านคำแนะนำฉบับเจาะลึกเพิ่มเติมได้ที่บทความ ชิปปิ้งจีนเจ้าไหนดี เพื่อดูรายละเอียดและเลือกบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจคุณให้มากที่สุดครับ รับรองว่าการสั่งของจากจีนจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป!
ขอบคุณข้อมูล | Taobao2you.com/which-chinese-shipping-good/
[อัพเดท] เลือกชิปปิ้งจีนเจ้าไหนดี ? แนะนำวิธีเลือกบริษัทนำเข้าที่ปลอดภัย ไม่โดนเท

